vB Skins    
 

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ธันวาคม 13, 2018, 10:48:23 AM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2
1  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: สอบถามเรื่องการลดขนาด Sertraline เมื่อ: เมษายน 30, 2013, 10:24:16 PM
     ยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบ(systematic  study)สำหรับวิธีการปรับลดขนาดยาและระยะเวลาในการปรับลดขนาดยาต้านเศร้า  Practice  guideline for the treatment  of  patients  with major  depressive  disorder, 3th ของ American  Psychiatric  Association ได้แนะนำให้ค่อยๆปรับลดขนาดยาต้านเศร้าเป็นระยะเวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์แล้วค่อยหยุดการรักษา (When pharmacotherapy is being discontinued, it is best to taper the medication over the course of at least several weeks) ส่วน Clinical guidelines for antidepressant use in primary and secondary care ของ NICE guidelinesได้แนะนำให้ค่อยๆปรับลดขนาดยาต้านเศร้าเป็นระยะมากกว่า 4 สัปดาห์แล้วค่อยหยุดการรักษา
     slow  taper  dose อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิด discontinuation syndrome เมื่อหยุดการรักษาด้วยยาต้านเศร้า 
     discontinuation syndrome ของยาในกลุ่ม SSRIs มีดังนี้
     - Flu-like symptoms
  -“Shock” like sensations
  - Dizziness
  - Insomnia
  - Vivid dreams
  - Irritability
  - Crying spells
                                                ภญ.สุภาธิณี  กังพานิช ^^
2  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: ยาริตาลิน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2010, 11:08:17 AM
ขณะนี้ยา Ritalin 10 mg, Concerta 18 mg และ Concerta 36 mg มาแล้วค่ะ

คุณแม่สามารถติดต่อรับยากับทางโรงพยาบาลได้เลยค่ะ

ภญ.สุภาธิณี  จงบุรี
3  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: ประจำเดือนไม่มา เมื่อ: ธันวาคม 29, 2009, 03:09:00 PM
     รอบเดือน ( Menstrural  cycle ) หมายถึง  ระยะเวลาตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนจนกระทั่งถึงวันก่อนมีประจำเดือนครั้งต่อไป  ซึ่งปกติหนึ่งรอบเดือนจะมีประมาณ 28 +/- 7 วัน ( ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะมีระยะรอบเดือน 28 วัน  ซึ่งวันที่ 14 ของรอบเดือนจะเป็นวันที่ไข่ตก )  สำหรับผู้ที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอจะสามารถคำนวณล่วงหน้าได้ว่าครั้งหน้าประจำเดือนจะมาเมื่อไหร่  เช่น  น.ส A มีระยะรอบเดือน 28 วัน แปลว่าทุกๆ 28 วันก็จะมีรอบเดือนครั้งหนึ่ง  เช่น รอบเดือนมาวันแรกวันที่ 6 สิงหาคม  นับมาอีก 28 วันตรงกับวันที่ 2  กันยายน  พอวันที่ 3  กันยายนก็จะมีประจำเดือน  แต่สำหรับคุณ cassiopeia ซึ่งประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอก็จะไม่สามารถคำนวณล่วงหน้าได้ว่าประจำเดือนครั้งหน้าจะมาเมื่อไหร่ 
     ส่วนการทานยาคุมฉุกเฉินหากทานยาอย่างถูกต้อง คือ กินยาครั้งแรกภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันและอีก 12 ชั่วโมงถัดมาก็กินครั้งที่สอง ยานี้มีประสิทธิภาพใน การลดโอกาสตั้งครรภ์ได้ 75 เปอร์เซนต์  แต่ถ้ามีการใช้ยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำประสิทธิภาพของยาจะลดต่ำกว่าการกินยาคุมแบบธรรมดาทันที ( 1 )   
     ส่วนการตรวจการตั้งครรภ์ในปัสสาวะเป็นการวัดฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin( HCG) ซึ่งจะค่อยๆเพิ่มขึ้นหลังการฝังตัวของตัวอ่อน ปกติตัวอ่อนจะฝังตัวประมาณ 7-10 วันหลังไข่ตก ดังนั้นฮอร์โมน HCG ก็จะเริ่มสร้างในวันดังกล่าว แต่จะมีปริมาณน้อยมากๆและจะค่อยๆเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 2 - 3 วัน และมีปริมาณสูงสุด ณ สัปดาห์ที่แปดของการตั้งครรภ์( 2 )  คุณ  cassiopeia  ควรตรวจอีกครั้งหลังจากตรวจครั้งแรกเป็นเวลา 7 วัน  ถ้าผลเป็นลบ  แสดงว่าไม่ตั้งครรภ์
ผู้ตอบ
ภญ.สุภาธิณี  จงบุรี

เอกสารอ้างอิง
1.  รุ่งโรจน์ ตรีนิติ. ข้อเท็จจริงเรื่องยคุมกำเนิดฉุกเฉิน. [ ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.clinicrak.com/birthcontrol/lady_pills04.shtml ( วันที่ค้นข้อมูล : 29 ธันวาคม 2552 )
2.  รังสรรค์ โยธาประเสริฐ. แผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ทำงานอย่างไร.  [ ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.gpo.or.th/news/interest/inter7.htm.  ( วันที่ค้นข้อมูล : 29 ธันวาคม 2552 )
4  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: กินยาคุมแล้วเลือดไหลไม่หยุด เมื่อ: ธันวาคม 23, 2009, 04:04:01 PM
     อาการเลือดออกกะปริดกะปรอย  ส่วนมากเกิดจากการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนสังเคราะห์ estrogen ต่ำ  หรือรับประทานไม่ตรงเวลาหรือรับประทานไม่สม่ำเสมอ  ดังนั้นสิ่งแรกที่คุณอ้วนต้องทำคือการรับประทานยาให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ  แล้วสังเกตว่ายังมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยอีกหรือไม่  ถ้ายังมีก็ควรเปลี่ยนยี่ห้อยาเม็ดคุมกำเนิดให้มีปริมาณฮอร์โมนสังเคราะห์ estrogen เพิ่มขึ้น

ตารางแสดงปริมาณของฮอร์โมนสังเคราะห์ในยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

ชื่อยาเม็ดคุมกำเนิด     Estrogen (microgram/เม็ด)     
Diane-35                 35     
Microgynon  30        30
Nordette                 30
Microgest                30   
Marvelon                 30
Prevenon                30   
Mercilon                  20
Gynera                   30   
Minulet                   30
Meliane                   30     

ผู้ตอบ   ภญ.สุภาธิณี  จงบุรี                 
เอกสารอ้างอิง   สุรศักดิ์  ฐานีพานิชกุล. เทคโนโลยีการคุมกำเนิด. กรุงเทพฯ. ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา  คณะแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546:40,42.
5  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: กินยาคุมแล้วเลือดไหลไม่หยุด เมื่อ: ธันวาคม 14, 2009, 09:12:01 PM
รบกวนของชื่อยาหน่อยได้ไหมคะ
6  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: ถ้ากินยาคุมจะตรวจการตั้งครรภ์ในช่วงที่กินยาคุมได้รึป่าว เมื่อ: ธันวาคม 14, 2009, 08:52:21 PM
     ยาเม็ดคุมกำเนิดจะประกอบด้วยฮอร์โมน Estrogen และ ฮอร์โมน Progestogen   ส่วนการตรวจการตั้งครรภ์ในปัสสาวะเป็นการวัดฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin( HCG) ซึ่งจะค่อยๆเพิ่มขึ้นหลังการฝังตัวของตัวอ่อน ปกติตัวอ่อนจะฝังตัวประมาณ 7-10 วันหลังไข่ตก ดังนั้นฮอร์โมน HCG ก็จะเริ่มสร้างในวันดังกล่าว แต่จะมีปริมาณน้อยมากๆและจะค่อยๆเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 2 - 3 วัน และมีปริมาณสูงสุด ณ สัปดาห์ที่แปดของการตั้งครรภ์   การตรวจให้เกิดการแสดงผลว่ามีฮอร์โมนชนิดนี้ อาศัยการเกิดปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันอิมมูล1  ดังนั้นยาเม็ดคุมกำเนิดจะไม่ส่งผลกระทบต่อการแสดงผลการตรวจการตั้งครรภ์โดยใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ในปัสสาวะ 
     เนื่องจากประสิทธิภาพของการตรวจการตั้งครรภ์ในปัจจุบันดีขึ้นมาก การตรวจการตั้งครรภ์ในปัสสาวะปัจจุบันมีความไวในการตรวจระดับ hCG ถึง 50 mIU/ml หรือน้อยกว่า และสามารถตรวจได้ภายใน 14 วันหลังการปฏิสนธิ จึงพบว่ากว่าร้อยละ 90 ของการตั้งครรภ์นอกมดลูกจะมีผลการตรวจการตั้งครรภ์เป็นบวก ถ้าพบผลการตรวจการตั้งครรภ์เป็นลบ (negative) โอกาสที่จะตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นได้ไม่มากนัก 2

ผู้ตอบ  ภญ.สุภาธิณี  จงบุรี

เอกสารอ้างอิง
1.  รังสรรค์ โยธาประเสริฐ. แผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ทำงานอย่างไร.  [ ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.gpo.or.th/news/interest/inter7.htm.  ( วันที่ค้นข้อมูล : 14 ธันวาคม 2552 )
2.  ชวนชม สกนธวัฒน์.  การตั้งครรภ์นอกมดลูก.  [ ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : http://www.rtcog.or.th/html/articles_details.php?id=14.  ( วันที่ค้นข้อมูล : 14 ธันวาคม 2552 )


7  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: การเริ่มใช้ยาคุมเป็นครั้งแรกครับ เมื่อ: ธันวาคม 14, 2009, 03:26:18 PM
     สำหรับแฟนคุณ einhander เมื่อรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแผงแรก  ถ้ามีเพศสัมพันธ์ใน 15 วันแรกของการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดควรใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเนื่องจากประสิทธิภาพการคุมกำเนิดยังไม่เพียงพอ  หลังจากนั้นยาเม็ดคุมกำเนิดจะมีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันการตั้งครรภ์ถ้าทานยาติดต่อกันทุกวันโดยไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัยและสามารถหลั่งในได้ตามที่ต้องการ  เมื่อหมดแผงแรกก็ควรทานแผงถัดไปอย่างต่อเนื่อง   ยาเม็ดคุมกำเนิด 1 แผงจะมีผลต่อการคุมกำเนิด 1 รอบเดือน  เมื่อต้องการจะหยุดทานยาเม็ดคุมกำเนิดก็ควรทานแผงปัจจับุนให้หมดแต่ไม่ต้องทานแผงถัดไป 

ผู้ตอบ  ภญ.สุภาธิณี  จงบุรี 
เอกสารอ้างอิง  สมเฮง  นรเศรษฐีกุล, ยาคุมกำเนิด : คู่มือประกอบการฝึกงานเภสัชกรรมชุมชน  พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2547 : 146-8 .
8  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: การเริ่มใช้ยาคุมเป็นครั้งแรกครับ เมื่อ: ธันวาคม 14, 2009, 03:23:18 PM
หมายเหตุ
-  ในระยะ 15 วันแรกของการรับประทานยาคุมกำเนิดแผงแรกต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย  เช่น  ใช้ถุงยางอนามัย  เนื่องจากประสิทธิภาพการคุมกำเนิดยังไม่เพียงพอใน 15 วันแรก  แต่ถ้าแผงต่อไปจะปลอดภัยทุกวัน 
-  ควรทานยาให้ตรงเวลากันทุกวัน  เพื่อรักษาระดับยาภายในเลือดให้คงที่ตลอดวัน  และต้องทานยาทุกวัน  แม้ในช่วงเวลานั้นไม่มีเพศสัมพันธ์กันก็ตาม
-  เมื่อรับประทานยาแผงแรกๆอาจมีอาการคลื่นไส้  อาเจียน  ไม่ต้องตกใจถ้าทนได้ให้ทานยาต่อไป เนื่องจากร่างกายยังไม่ชินกับยาในยาเม็ดคุมกำเนิดแผงแรก  เมื่อรับประทานไป 2-3 แผง  อาการคลื่นไส้ อาเจียนจะค่อยๆลดลง
-  เมื่อลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด  ควรปฏิบัติดังนี้
    ลืมทานยา 1 เม็ด
   ให้ทานทันทีที่นึกได้  ไม่ควรเกิน 12 ชั่วโมง  ถ้าเกิน 12 ชั่วโมง  ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดไม่เต็มที่ควรใช้ถุงยาอนามัยร่วมด้วยจนกว่าประจำเดือนจะมา  และควรทานยาไปเรื่อยๆจนหมดแผง
    หากลืมทานยา 1 เม็ด  และนึกได้ตอนเย็นของวันถัดมา
   ให้ทานยาเพิ่มเป็น 2 เม็ดในคืนวันนั้น  การป้องกันการตั้งครรภ์จะไม่ได้ผลเต็มที่  เพราะว่าเลย 12 ชั่วโมงไปแล้ว  ควรใช้ถุงยาอนามัยร่วมด้วยจนกว่าประจำเดือนจะมา  และควรทานยาไปเรื่อยๆจนหมดแผง
    ลืมทานยา 2 เม็ดติดต่อกัน
   ให้รับประทานยาวันละ 2 เม็ด ใน 2 วันถัดไป  ควรใช้ถุงยาอนามัยร่วมด้วยจนกว่าประจำเดือนจะมา  และควรทานยาไปเรื่อยๆจนหมดแผง
    หากลืมทานยามากกว่า 2 เม็ดติดต่อกัน
   ให้หยุดยาคุมแผงที่ทานอยู่และใช้ถุงยาอนามัย   รอจนกว่าประจำเดือนจะมาให้เริ่มยาเม็ดคุมกำเนิดแผงใหม่ในวันแรกที่มีเลือดคล้ายประจำเดือนมา 
9  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: การเริ่มใช้ยาคุมเป็นครั้งแรกครับ เมื่อ: ธันวาคม 14, 2009, 03:18:31 PM
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิด 28 เม็ด
     ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิด 28 เม็ด  จะประกอบด้วย  ฮอร์โมนเพศ 21 เม็ด  และส่วนที่ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศอีก 7 เม็ด ( เม็ดแป้ง )  ซึ่งจะมีขนาดและ/หรือสีแตกต่างจาก 21 เม็ดแรก  เม็ดแป้งที่เพิ่มมาอีก 7 เม็ด  เพื่อให้สตรีทานยาติดต่อกันทุกวันโดยไม่ต้องเว้นช่วงจะได้ไม่ต้องกังวลกับการนับวัน  ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด
     การรับประทานยาแผงแรก  เริ่มทานยาเม็ดแรกในวันแรกที่มีประจำเดือน  โดยเริ่มทานจากเม็ดที่ 1  ทานคืนละ 1 เม็ด  ก่อนนอน  ทุกคืน  ตรงเวลากัน  โดยไล่ยาไปตามลูกศรและทานยาจนหมดแผง  ทานแผงต่อไปทันทีที่แผงเดิมหมด  โดยเริ่มเม็ดยาเม็ดแรกให้เหมือนกับยาคุมแผงแรก  ถึงแม้ว่ากำลังมีประจำเดือนหรือไม่ก็ตาม
10  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: การเริ่มใช้ยาคุมเป็นครั้งแรกครับ เมื่อ: ธันวาคม 14, 2009, 03:11:18 PM
วิธีใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรับประทาน
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิด 21 เม็ด ( ชนิดที่มีเม็ดยาสีเดียวกัน )
     การรับประทานยาแผงแรก  สามารถเริ่มทานยาเม็ดแรกได้ตั้งแต่วันที่ 1 จนถึงวันที่ 10 ของการมีประจำเดือน  แต่ในกรณียาเม็ดคุมกำเนิด 21 เม็ด  วันที่ 5 เป็นวันที่เหมาะสมที่สุด  แต่ไม่ควรเกินวันที่ 10 ของประจำเดือนมา  โดยเลือกเม็ดยาให้ตรงกับวันที่เริ่มทานยา ( เช่นเริ่มเม็ดแรกวันจันทร์ ก็ทานเม็ดที่ด้านหลังของแผงที่เขียนว่า “จ” หรือ “Mon” ) ทานคืนละ 1 เม็ด  ก่อนนอน  ทุกคืน  ตรงเวลากัน  โดยทานตามลูกศรไปจนครบ 21 เม็ด  เมื่อรับประทานยาแผงแรกหมดแล้วให้หยุดยา 7 วัน  เช่น  ยาเม็ดสุดท้ายเป็นวันอาทิตย์  ก็หยุดยา 7 วัน แล้วเริ่มทานยาเม็ดคุมกำเนิดเม็ดแรกของแผงใหม่ในวันจันทร์  ดังนั้นทุกเดือนก็จะเริ่มยาเม็ดคุมกำเนิดเม็ดแรกในทุกวันจันทร์  ทำอย่างนี้ทุกเดือน  ( สรุปคือ  ทานยาเม็ดคุมกำเนิด 3 สัปดาห์ และหยุด 1 สัปดาห์ทุกรอบเดือน )
ในช่วง 7 วันที่หยุดยาจะมีประจำเดือนมา  แต่จะมากี่วันเราไม่ต้องสนใจ  ถึงแม้ว่าประจำเดือนจะยังมาอยู่หรือหมดไปแล้วก็ตาม พอครบ 7 วันก็เริ่มเม็ดยาเม็ดแรกของแผงใหม่ได้เลย
11  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: Nizoral creamยาใช้ทำไรเหรอคับ เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2009, 02:31:24 PM
   อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับตุ่มแดงที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดค่ะ  เนื่องจากอาการดังกล่าวสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อไวรัส 
เชื้อรา  เชื้อแบคทีเรีย และผิวหนังอักเสบจากการแพ้  ถ้าได้ข้อมูลมากกว่านี้จะได้แนะนำยาที่เหมาะสมกับโรคที่เป็นค่ะ
 
12  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: Nizoral creamยาใช้ทำไรเหรอคับ เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2009, 02:18:50 PM
     Nizoral cream เป็นชื่อการค้าของ Ketoconazole  cream  ซึ่งประกอบด้วยตัวยา Ketoconazole 2 %  เป็นสารสังเคราะห์จากอนุพันธุ์ของ  imidazole  dioxolone  มีฤทธิ์แรงในการกำจัดเชื้อราพวกกลาก  เช่น  Trichophyton  sp.  ,  Epidermophyton  floccosum  และ  Microsporum sp.  ได้ดีมาก   

ข้อบ่งใช้การใช้ยา (Indication) :   
     ไนโซรัลครีมใช้สำหรับทาเพื่อบรรเทาอาการคันจากการติดเชื้อรา
         ติดเชื้อกลากที่ผิวหนัง  เช่น  กลากตามลำตัว  กลากที่ซอกขาหนีบ  ( สังคัง ),  กลากที่มือ  และกลากที่เท้า  อันเนื่องจากเชื้อ  Trichophyton  rubrum,  เชื้อ  Trichophyron  mentagophytes,  เชื้อ  Microsporum  canis  และ  Epidemophyton  floccosum  นอกจากนี้ยังใช้รักษาการติดเชื้อราแคนดิดาที่ผิวหนัง  และรักษาเกลื้อนได้ด้วย
         ไนโซรัลครีม  ยังใช้สำหรับการรักษาอาการโรคผิวหนังที่เกิดจากต่อมไขมันอักเสบ  ( seborrhoeic  dematitis )  อันเนื่องมาจากเชื้อ  Pityrosporum  Ovale

ขนาดการใช้ยา (Dosage) :
     สำหรับผิวหนังติดเชื้อแคนดิดา,  กลากตามลำตัว,  กลากที่ขาหนีบ ( สังคัง ),  กลากที่มือ,  กลากที่เท้า  และเกลื้อน  ทายาไนโซรัลครีมวันละครั้งบริเวณที่เป็นและบริเวณใกล้เคียง
      โรคผิวหนังที่เกิดจากต่อมไขมันอักเสบ  ( seborrhoeic  dermatitis )  ควรทายาไนโซรัลครีมบริเวณที่เป็นและบริเวณใกล้เคียงวันละ  1-2  ครั้งแล้วแต่ความรุนแรงของการอักเสบ
     หลังจากที่แผลหายดีแล้วควรทายาต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง  อย่างน้อยที่สุดควรทายาต่อไปอีก  2-3  วัน  ควรจะพบแพทย์  หากรักษาไป  4  อาทิตย์แล้วผลการรักษายังไม่ดีขึ้น  เพราะการวัดผลการรักษาอาจต้องพิจารณาถึงสุขอนามัยของคนไข้ว่าอยู่ใน แหล่งของเชื้อ  หรือได้รับเชื้อซ้ำ  หรือไม่

         ระยะเวลาการักษาทั่วไป  สำหรับโรคต่างๆมีดังนี้
         เกลื้อน  ทายาเป็นเวลา  1-3  สัปดาห์
         การติดเชื้อยีสต์  ทายาเป็นเวลา  2-3  สัปดาห์
         โรคผิวหนังที่เกิดจากต่อมไขมันอักเสบ ( seborrhoeic  dermatitis )  ประมาณ  2-4  สัปดาห์  และควรทายาต่อเนื่อง
             ต่อไปอีก  วันละ  1-2  ครั้ง  อีกระยะเวลาหนึ่ง
         กลากที่ขาหนีบ ( สังคัง )  ทายาเป็นเวลา  2-4  สัปดาห์ 
         กลากตามลำตัว  ทายาเป็นเวลา  3-4  สัปดาห์
         กลากที่เท้า  ทายาเป็นเวลา  4-6  สัปดาห์

 ข้อควรระวังและข้อห้ามใช้ (Precaution & Adverse Effects) :      [/color]       ไนโซรัลครีม  ห้ามใช้ในคนที่แพ้ต่อยาหรือส่วนประกอบของยา

เอกสารอ้างอิง
   
     Nizoral  cream.( สืบค้น 19 พฤษจิกายน 2552 ). เข้าถึงได้จาก  http://www.thairx.com/dmdrug.asp?did=nzrc

ผู้ตอบคำถาม     

     ภญ.สุภาธิณี  จงบุรี
13  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: เชื้อราที่เล็บมือรักษาไม่หายสักที เมื่อ: ตุลาคม 16, 2009, 01:56:21 PM
เรียน คุณ wat
     จากข้อความที่คุณ wat ได้บอกเล่าว่ารับประทานยามานานร่วมกับใช้ยาทาแต่ไม่หายนั้น  สาเหตุน่าจะเกิดมาจาก

1. การรับประทานยาไม่ต่อเนื่องตามระยะเวลาการรักษา  ซึ่งยาต้านเชื้อราแต่ละตัวนั้นใช้เวลาในการรักษาแตกต่างกัน  ถ้าทานยาไม่ครบตามระยะเวลา  เชื้อราก็ยังคงอยู่ทำให้ไม่หายขาด
2. การรับประทานยาไม่ตรงกับเชื้อที่เป็น  ถ้าเป็นเชื้อ dermatophyte จะตอบสนองต่อยาต้านเชื้อราที่ใช้กันทั่วไป  แต่ถ้าเป็นเชื้อ non-dermatophyte ก็จะไม่ตอบสนองต่อยาต้านเชื้อราที่ใช้กันทั่วไป  ดังนั้นจะต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการวินิจฉัยว่าเกิดจากเชื้ออะไรและจะได้เลือกใช้ยาต้านที่เหมาะสมกับเชื้อนั้น

     ดังนั้นคุณ wat ควรจะเข้ารับการรักษากับทางโรงพยาบาลเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าเชื้อที่ก่อโรคนั้นเป็นเชื้ออะไรเพื่อแพทย์จะได้เลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับเชื้อที่ก่อโรค  สิ่งสำคัญคือ คุณ wat จะต้องทานยาติดต่อกันทุกวันตามระยะเวลาการรักษาค่ะ  ส่วนข้อสงสัยที่ว่าคนที่เป็นเชื้อราที่เล็บทุกคนต้องเป็นเบาหวานนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด  โรคเบาหวานเป็นเพียงปัจจัยส่งเสริมต่อการติดเชื้อ  กล่าวได้ว่าผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นเชื้อราที่เล็บสูงกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยเป็นเบาหวานค่ะ
     
14  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: เชื้อราที่เล็บมือรักษาไม่หายสักที เมื่อ: ตุลาคม 16, 2009, 01:38:10 PM
     การติดเชื้อราที่เล็บส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ dermatophyte แต่ในบางครั้งเกิดจากเชื้อราชนิดอื่น ( non-dermatophyte ) หรือเกิดจากยีสต์  เช่น  C. albicans  ปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมต่อการติดเชื้อได้แก่  เบาหวาน  ความชรา  ภาวะการไหลเวียนของเลือดต่ำ  และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง  การติดเชื้อส่วนใหญ่เริ่มจากบริเวณปลายเล็บหรือซอกเล็บด้านข้าง  เชื้อราลุกลามแทรกเข้าไปใต้เล็บ  ทำให้มีการแยกตัวของเล็บจากเนื้อข้างใต้  และมีขุยใต้เล็บมากทำให้ตัวเล็บส่วนปลายแลดูขาวขุ่น  ถ้าปล่อยทิ้งไว้การติดเชื้อจะลุกลามกระจายไปทั่วเล็บและมีการทำลายเล็บให้เปื่อยและเสียรูปทรงได้อย่างมาก
การวินิจฉัยโรค
     อาศัยการตรวจ KOH จากขุยใต้เล็บ  ถ้าเป็นไปได้ควรทำการเพาะเชื้อด้วย  เพราะเชื้อพวก non-dermatophyte ไม่ตอบสนองต่ดยาต้านเชื้อราที่ใช้กันทั่วไป
การรักษา
     วิธีการรักษาที่แนะนำ คือ การให้กินยาต้านเชื้อรา 
     -  griseofulvin 500 – 1,000  มก./วัน  นานอย่างต่ำ 3 เดือนสำหรับเล็บมือ  และ 6 เดือนสำหรับเล็บเท้า  หรือจนกระทั่งเชื้อถูกกำจัดหมดไปโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
     -  itraconazole 200 มก./วัน หรือ terbinafine 250 มก./วัน มีระยะการให้ยาสั้นลง คือ เพียง 6 สัปดาห์สำหรับเล็บมือ และ 12 สัปดาห์สำหรับเล็บเท้า

สำหรับยาทา  โดยทั่วไปโรคเชื้อราที่เล็บไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อราชนิดทา  แต่ระยะหลังมียาต้านเชื้อราที่อยู่ในรูปของ nail lacquer (ยาทาเล็บ) ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ตัวยาติดทนและซึมผ่านเล็บลงไปหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้  โดยช่วงแรกให้ทาบ่อยคือวันเว้นวัน  หลังจากนั้นค่อยๆลดความถี่ของการทายาลงจนเหลือสัปดาห์ละครั้ง  ใช้เวลาในการรักษานาน 3-6 เดือน

เอกสารอ้างอิง   อภิชาติ  ศิวยาธร, กนกวลัย  กุลทนันทน์. โรคผิวหนังต้องรู้ : สำหรับเวชปฏิบัติทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน, 2545.

ผู้ตอบ  ภญ.สุภาธิณี  จงบุรี

15  หมวดหมู่ทั่วไป / กระดานถาม - ตอบ / Re: อยากทราบว่า puroxan และ meptin มีผลทำให้อาเจียร หรือไม่ เมื่อ: มิถุนายน 27, 2009, 04:29:38 PM
         การวินิจฉัยโรคแผลในกระเพาะอาหารโดยการส่องกล้องกระเพาะอาหาร ( Gastroscopy)  เป็นวิธีการตรวจที่ละเอียดสามารถมองเห็นรายละเอียอดของกระเพาะอาหารได้ชัดเจน  และยังสามารถนำเนื้อเยื่อไปตรวจเพิ่มเติมได้  ปัจจุบันการส่องกล้องกระเพาะอาหารเป็นวิธีที่นิยมและทำได้อย่างปลอดภัย  หลังการตรวจผู้ป่วยจะชาบริเวณคอหอย หรือมึนงงเล็กน้อย ในกรณีที่มีการให้ยานอนหลับหรือพ่นยาชาในลำคอ 
           สำหรับการนำเนื้อเยื่อไปตรวจเพิ่มเติมแล้วพบเชื้อ  น่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย Helicobactor Pylori หรือเรียกสั้นๆ ว่า H.Pylori เป็นแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร  เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะฝังตัวอยู่บริเวณเยื่อเมือกที่คลุมอยู่บนผิวกระเพาะอาหารทำให้มีการอักเสบและเกิดแลในกระเพาะอาหาร
แนวทางการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารซึ่งเกิดจากเชื้อ H.Pylori
ก) Antisecretory 1 ตัว ร่วมกับ ยาปฏิชีวนะ 2 ตัว

Lanzoprazole or Omeprazole or RBC  + Clarithromycin + Amoxycillin  or metronidazole

ข) ในกรณีที่ไม่ Charithromycin ให้เลือกใช้สูตรดังนี้

Lanzoprazole or Omeprazole or RBC   + Amoxycilin   + Metronidazole

ระยะเวลาการให้ยานาน 7 วัน ขนาดยาที่ใช้ คือ

           Lanzoprazole 30 mg รับประทานก่อนอาหาร เช้า - เย็น
           Omeprazole 20 mg รับประทานก่อนอาหาร เช้า - เย็น
           RBC (Ranitidine bismuth citrate) 400 mg  รับประทานหลังอาหารเช้า - เย็น
           Amoxyxillin 1000 mg รับประทานหลังอาหารเช้า - เย็น
           Clarithromycin 500 mg รับประทานหลังอาหารเช้า - เย็น
           Metronidazole 400 mg รับประทานหลังอาหารเช้า – เย็น
           Tetracycline 500 mg รับประทานหลังอาหารเช้า – เย็น

หมายเหตุ : ถ้าผู้ป่วยแพ้ penicillin อาจให้ tetracycline แทน amoxycillin ได้ (กรณีใช้สูตรยา ข) clarithromycin หรือ metronidazole อาจมีอาการข้างเคียงทำให้คลื่นไส้ได้แก้ไขด้วยการให้ยาแก้คลื่นไส้-อาเจียน  เช่น  metoclopramide 5 mg ก่อนอาหารเช้า  กลางวัน เย็นและก่อนนอน


   สำหรับกรณีของคุณแม่ซึ่งไม่ได้รับยาปฏิชีวนะจึงทำให้ยังคงมีอาการอยู่  เนื่องจากตัวยา Mucosta® (Rebamipide) เป็นยาในกลุ่ม Antiulcerants  ซึ่งไม่ควรใช้  Rebamipide เพียงอย่างเดียวในการรักษา  H. pylori infection  จะต้องใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะจึงจะให้ผลในการรักษา H. pylori infection  โดยรับประทาน Rebamipide (100 mg วันละ 3 ครั้ง  )  ร่วมกับ Amoxicillin  ( 500 mg วันละ 3 ครั้ง ) และ Omeprazole ( 20 mg วันละ 2  ครั้ง ) เป็นเวลา 2 สัปดาห์  หรือ Rebamipide (100 mg วันละ 3 ครั้ง  )  ร่วมกับ Amoxicilline ( 500 mg วันละ 3 ครั้ง ) และ Lansoprazole ( 15 mg วันละ 2  ครั้ง ) เป็นเวลา 2 สัปดาห์    ส่วนยา meptin ที่ใช้ในการรักษาโรคหลอดลมตีบนั้นไม่มีรายงานอาการข้างเคียงเกี่ยวกับทางเดินอาหารค่ะ  แต่ puroxan มีรายงานการก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้-อาเจียน, ปวดศีรษะ, นอนไม่หลับและหัวใจเต้นผิดจังหวะค่ะ

                                                                                               ภญ.สุภาธิณี  จงบุรี

เอกสารอ้างอิง
1.  กลุ่มวิจัยโรคกระเพาะอาหาร สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย.  แนวทางการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย Dyspepsia และผู้ป่วยที่การติดเชื้อ Helicobacter pylori. [ออนไลน์ ] : http://med_sakolhospital.tripod.com/pu.html. วันที่สืบค้นข้อมูล    27 มิ.ย. 52.
2.  Anon. Procateral. MICROMEDEX  Healthcare Series ( CCIS ) [serial online] 2008 : [4 screens]. Available at : URL : http:// www.thomsonhc.com.Accessed  May 28, 2008.
3.   Anon. Rebamipide. MICROMEDEX  Healthcare Series ( CCIS ) [serial online] 2008 : [4 screens]. Available at : URL : http:// www.thomsonhc.com.Accessed  May 28, 2008.

   
หน้า: [1] 2